2018年12月12日水曜日

Extracurricular Activity กิจกรรมนอกโรงเรียนสอนภาษา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคน ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ ชื่อน้ำหวานค่ะ เริ่มมาเรียนที่ KICL ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2016 ปัจจุบันนี้ก็เรียนมาจนถึงเทอมสุดท้ายแล้ว และกำลังจะสำเร็จการศึกษาในเดือนกันยายน ปี 2018 รวมทั้งสิ้นคือใช้เรียนเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนนี้เป็นเวลาทั้งหมดสองปีค่ะ
              หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเรียนนานจัง เพราะว่าก่อนหน้าที่จะมาเรียนที่นี่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ พูดง่ายๆก็คือเริ่มต้นจากศูนย์นั่นเอง เลยคิดว่าไหนๆจะมาเรียนทั้งที ถ้าสามารถเรียนเต็มที่ได้สองปีก็จัดไปเลยค่ะ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คิดว่าไม่เสียใจเลยค่ะที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นนานขนาดนี้ เพราะนอกจากจะเรียนภาษา เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน จากระดับเริ่มต้นในชั้นเรียนระดับต้น 2 หรือเทียบเท่ากับระดับ N4 มาจนถึงปัจจุบันซึ่งเรียนอยู่ระดับชั้นกลาง 3 หรือเทียบเท่ากับระดับ N2 ได้ (ทันคนอื่น ^^) แล้ว นอกจากนั้นยังได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมามากมายเลยค่ะ
              เมื่อพูดถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ระหว่างที่เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ทางโรงเรียนก็จะมีข่าวสารและกิจกรรมมากมายมาประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนได้ทราบเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม การทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัย และการออกไปทำกิจกรรมนอกสถานศึกษา เป็นต้น ส่วนตัวแล้วสิ่งที่เลือกทำและประทับใจมากที่สุดคือการออกไปทำกิจกรรมนอกสถานศึกษาค่ะ


โดยกิจกรรมที่เลือกทำนี้คือการเป็นอาสาสมัครล่ามแปลภาษา (ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น) ในงานเกียวโต มาราธอน ปี 2018 ที่จัดไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ ถือว่าเป็นงานที่สนุกมากจริงๆค่ะ เพราะได้พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา และจำเป็นต้องสื่อสารกับนักกีฬาที่สมัครมาวิ่งมาราธอนแทบจะตลอดเวลาเลย โดยส่วนใหญ่แล้วจะได้พูดภาษาญี่ปุ่นมากที่สุดค่ะ 555  ซึ่งก็ถือว่าได้เรียนรู้การใช้ภาษาระดับยกย่อง (尊敬語)ไปด้วย (เพราะเป็นอาสาสมัครเนอะ ฉะนั้นก็ต้องใช้ภาษาระดับยกย่องกับนักกีฬาทั้งหลาย ^^) แต่ก็มีชาวต่างชาติสมัครมาวิ่งเหมือนกันนะคะ เลยมีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษด้วย แต่ที่คาดไม่ถึงเลยก็คือพี่ก้อย รัชวินก็ลงสมัครมาวิ่งกับเขาด้วย! งานนี้เลยได้ใช้ภาษาไทยพูดด้วยเลยค่ะ นับว่าดีใจและประทับใจมากที่ได้เจอพี่ก้อยตัวจริง และเหนือสิ่งอื่นใดคือรู้สึกยินดีกับตัวเองมากค่ะที่เราเลือกจะลงสมัครทำกิจกรรมนี้ตอนที่โรงเรียนมาประชาสัมพันธ์

ต่อมาก็คือการเป็นอาสาสมัครในค่ายภาษาอังกฤษที่โอซาก้ากับเด็กญี่ปุ่นชั้นประถมศึกษาค่ะ งานนี้ได้เจอเพื่อนต่างชาติมากมายเลย อาทิเช่น เซเนกัล เวียดนาม อเมริกา และมาเลเซีย ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมทีมก็จะพูดภาษาอังกฤษกัน (ซึ่งเป็นการทบทวนภาษาอังกฤษที่เริ่มจะลืมๆไปหลังจากที่มาเรียนญี่ปุ่นเป็นเวลานานๆ) และได้พูดภาษาญี่ปุ่นผสมอังกฤษกับน้องๆทั้งหลายค่ะ ขอบอกว่างานนี้ต่างจากกิจกรรมแรกตรงที่กิจกรรมแรกต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นรูปยกย่องในการพูด แต่คราวนี้สามารถใช้ภาษาระดับธรรมดาไปจนถึงประโยคคำสั่งได้เลยค่ะ (ก็เด็กอายุน้อยกว่า บางทีเราสามารถสั่งให้เด็กทำนู่นนั่นนี่ได้ ^^) และน้องๆก็น่ารักมาก (แถมบางครั้งก็ซนมากๆด้วย 555) พอได้มาทำกิจกรรมนี้ เหมือนได้เรียนรู้สังคมของเด็กญี่ปุ่นในโรงเรียนแบบจำลองภายในระยะเวลาสั้นๆไปด้วยเลยค่ะ
กิจกรรมสุดท้ายคืองานวัฒนธรรมที่โรงเรียนจะจัดในเทอมฤดูร้อนของทุกๆปีค่ะ ในงานวัฒนธรรมนี้ก็จะมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำ แต่โดยส่วนตัวแล้วมีความสนใจอยากจะลงกิจกรรมการเต้นรำโอโดริค่ะ สาเหตุก็เพราะว่าได้ใส่ชุดกิโมโนนั่นเอง! กิจกรรมนี้จะมีอาจารย์ของที่โรงเรียนเป็นคนพาเราไปที่สถาบันเรียนเต้นโอโดริค่ะ พอไปถึง ก็จะมีเจ้าหน้าที่ในสถาบันเอาชุดกิโมโนมาให้เลือกและช่วยแต่งตัวให้ด้วย จากนั้นก็ถึงเวลาเรียนเต้น ได้ยินมาว่าอาจารย์ที่สอนเต้นนั้นเคยเป็นไมโกะซังที่เคยแสดงงานอยู่แถวๆย่านกิองด้วยนะคะ! อาจารย์ที่สอนเต้นก็มาสอนท่าง่ายๆให้เราได้เต้นตามพอเป็นพิธี ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีที่ได้มาทำอะไรแบบนี้ค่ะ
            สุดท้ายนี้ การมาเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ว่าจะสามารถเรียนรู้ภาษาได้เร็วกว่าการเรียนในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรายังได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นและยังได้ประสบการณ์ดีๆที่อาจหาไม่ได้ในประเทศไทย เป็นความทรงจำกลับไปด้วยนะคะ

2018年10月25日木曜日

京都拚大學一年奮鬥記


20174月我從香港飛抵日本,開始了在京都文化日本語學校一年的留學生活。這一年的時間稍縱即逝,卻寶貴而美好。我非常幸運,在中級一、中級三與美術進學班都遇到親切認真的老師以及友善可愛的同學們,對日語學習和異地生活都很有幫助。今年(2018年)四月我已經從日本語學校畢業,順利入讀了京都精華大學的插畫課程,開展四年的大學生活。


日本語學校的愉快時光
兩個學期都遇到很好的老師,對文法的講解詳細而認真,真的很幸運!而中級一的班導三島老師和中級三的班導井户川老師也不介意工作量增加,批改我額外寫的日記和功課;留學生活有困難(關於防災呀、打工呀、升學呀、日本人際關係呀等等)的時候也不厭其煩地予以幫助,真的非常感謝她們。

在課堂上,一班十幾個人圍成一圈坐著,互動非常好。開課的時候總會讓學生之間就某話題用日語閒聊;演講、發表的機會也很多,也會學很多文法、詞語(測驗也不少)。而學習方法也很多元,會有訪問日本人的機會,也會有幫動畫配音的機會。不過有時候讀解對我們懂得漢字比較容易掌握,就會覺得進度稍微緩慢。不過如果打算比較悠哉悠哉、想要散漫一點學日文的朋友,可能會受不了這裡的功課量和測驗量。不過我當初是來拼日文拼大學的,所以覺得功課測驗再多一點也沒關係的感覺哈哈哈。


課外活動也非常豐富。上學期每班都有學校旅行(我班去了嵐山),而下學期有非常歡樂的運動會,有什麼投球比賽呀,也有大褲子賽跑(就是兩個人穿著同一條大型短褲賽跑),當然少不了最精彩也讓大家喊破喉嚨的拔河比賽!!超懷念的(o´`) 還有跟老師去唱卡啦OK的時候、私下和在日本語學校認朋友去祭典去登山去旅遊或者是宅在家裡玩overcook的時候,每一個都是很好的回憶。現在升上大學,班上人多上課是分開上的,也當然是本地人居多。少了一份以前在語言學校時,大家都是外地人那種惺惺相惜的感覺。回想起來,日本語學校時和小夥伴們打鬧的時光真的很愉快。很懷念和大家一起因為空調溫度每天都吵架的日子啊(笑)


在美術進學班努力
在開學一個月後,報讀了這所學校的「美術進學班」。這裡的課程有素描、立體和色彩三部分。由於日本美術學校考試以素描為主,後期的時候我主要都是在練習素描。老實說,美術班通常就是直接讓你畫,然後由老師評價,而不是有很多講解、理論的那種。就是邊畫邊學。所以,只要你肯畫、有作品讓老師看,你學到的東西就會多。同時,老師也會和你一起想升學對策,這部分也挺重要的。我很喜歡美術班的上野老師。很有耐性、會鼓勵學生,但又會直言學生能力不足的地方。

現在上了大學,發覺很多留學生都是在外面的美術補習社接受訓練的。那種就是針對美術大學考試而設的考試練習場。在外面的美術補習社,你想上的大學越有名,課程就越貴。然而,在我現時大學班上完全沒有上過補習班或進學班的留學生,也是存在的。要不要上,就看你自己的需要。

作出不同的嘗試

因為附屬於京都造型藝術大學,我們也可以參加大學社團以及一些合作活動。我一開始在四月的時候也大概去了一下麻將社,但實在那時候自己日語破,希望先專心學習所以去了幾次就沒去了。而在七月到十月,我參加了粟田大燈呂的製作計劃,和日本學生一起製作祭典用的巨型燈籠。的確是非常珍貴的一次經驗,就算是日本人也不一



定有機會參與傳統祭典!但是因為那時候日文真的還是不好以及忙著準備升學,加上製作燈籠過程真的非常累人,我覺得我沒有好好享受到和大家一起工作的過程,而且還試過在現場因太累而倒地。雖然沒有後悔參加就是了,祭典當天跟大家推著燈籠走過大街小巷、柳垂河畔的畫面記憶猶新,真的很美很壯觀。但參加之前,大家一起要量力而為啊(笑)

2018年10月23日火曜日

La mia avventura a Kyoto

Ciao a tutti! Mi chiamo Simona Giovannetti e sono una studentessa dell’Università Ca’ Foscari di Venezia. Ho avuto la grande fortuna di poter trascorrere un semestre intero presso la KICL. Appena arrivata in Giappone, fin da subito, Nakagawa san e l’entourage della scuola mi hanno aiutata prontamente mettendomi subito a mio agio con il nuovo ambiente. Dopo il test di piazzamento scritto e un breve colloquio, sono stata inserita in una delle tre classi di livello intermedio (中級二). Abituata ad altri ritmi e ad un altro livello di difficoltà della lingua, inizialmente, chiesi il trasferimento al corso di grado inferiore, ma, su consiglio del coordinatore di classe, ho continuato a frequentare lo stesso corso ed alla fine è stata la scelta migliore. Non solo perché i miei compagni erano delle persone veramente splendide, ma anche perché i professori erano estremamente capaci e disponibili. E’ stato bellissimo come 20 studenti tra ragazzi e ragazze con diversi background etnici si siano amalgamati così bene!


Durante il semestre oltre ad uno studio intensivo della lingua ho avuto la possibilità di partecipare a varie attività extrascolastiche come, ad esempio, la prestigiosa Miyako Odori, sperimentare la kyo-yuzen (tecnica di tintura dei kimono)  ed un’uscita extra scolastica presso Uji. Inoltre, la scuola da la possibilità di frequentare altri corsi come quelli preparatori per entrare presso l’Università di Arte in cui la KICL ha sede, corsi di calligrafia, cultura di Kyoto ecc.. . Si può partecipare anche ai club universitari sportivi e culturali o semplicemente a quello che si occupa dei gatti dell’Università.
La città di Kyoto è meravigliosa, un intricato dedalo di strade e case che si amalgamano con ampie macchie verdi e templi in ogni dove, incastonata nel morbido abbraccio delle verdi e pacifiche montagne che la circondano. La città racchiude in sé nuovo e antico: nelle strade affollate del quartiere di Shijo Kawaramachi, cuore pulsante della città, non sarà difficile scorgere, incastrati tra gli alti palazzi moderni, piccoli santuari o templi, oppure piccoli negozi di nicchia che nascondono prelibatezze o oggetti deliziosi. 
Tutto sommato , tralasciando le difficoltà iniziali, frequentare questo corso ha reso possibile un miglioramento tangibile che mi ha permesso di superare momenti di crisi e varie difficoltà che si incontrano vivendo in un paese completamente diverso dal nostro e sono grata di aver potuto passare 6 mesi della mia vita mettendomi in gioco ogni giorno .  

2018年8月29日水曜日

1 ปีที่ ”เกียวโต” กับสิ่งที่มากกว่าการเรียน “ภาษาญี่ปุ่น”


ฝ้าย อายุ 27 ค่ะ จริงๆ ชอบภาษาญี่ปุ่นมานานตั้งแต่ม.ปลายแล้ว เรียนๆเลิกๆมาก็หลายครั้ง ด้วยเวลาและปัจจัยหลายๆอย่าง จนสุดท้ายหลังทำงานมาได้ 3-4 ปี เริ่มอยากออกไปทำในสิ่งที่อยากทำ อยากไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนสิ่งที่อยากเรียนมานานอย่างจริงจัง เลยตัดสินใจว่าต้องแล้ว ไม่งั้นถ้าช้ากว่านี้สมองอาจจะแก่เกินไปสำหรับการเรียนภาษาที่ 3 !!!
ตอนตัดสินใจเลือกโรงเรียนก็ลังเลอยู่หลายที่ จนสุดท้ายตัดสินใจเลือกที่ KICL ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 เรื่อง คือ
1.ฝ้ายไม่อยากไปอยู่โตเกียว เพราะฝ้ายมีญาติอยู่ที่นั้น ฝ้ายกลัวฝ้ายใช้ภาษาได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับอยากได้เมืองที่สงบๆหน่อยแต่ไม่ยังเดินทางเองได้สะดวก มีธรรมชาติล้อมรอบ มีเอกลักษณ์ในความเป็นญี่ปุ่นมากๆ
2. ฝ้ายมีรุ่นพี่ที่ฝ้ายชื่นชอบในความคิดของพี่เขาอยู่ เป็นไอดอลเลยก็ว่าได้ พี่เขาเป็นคนมีทัศนคติที่ดี กล้าคิดกล้าทำ ค้นหาตัวเองจากการมาอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน KICL ฝ้ายเลยไม่ลังเลที่จะตัดสินใจเลือกที่นี่
แล้วชีวิตอย่างที่ฝ้ายอยากทำก็เริ่มขึ้น ก่อนการเปิดเรียน จะมีการจัดระดับเข้าห้องเรียน จากพื้นความรู้ประมาณ N5 ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ด้วยอะไรก็ตามที่ทำให้ผลสอบออกมาเป็น ได้อยู่ระดับกลาง1 「中級1 สำหรับฝ้าย แว่บแรกก็ดีใจ เพราะคิดว่าเฮ้ย เราจะได้มีโอกาสเรียนสิ่งที่ยากขึ้นเยอะๆ จะได้พูดเขียนเป็นเร็วๆ แต่เล้วเมื่อลองเรียนไป 1 วีค ก็รู้เลยว่า ที่นี่หลักสูตรแน่นมาก การบ้านเพียบ สอบวันเว้นวันได้ ต้องทบทวนทุกวัน แถมต้องอ่านล่วงหน้าก่อนไปเรียนอีก เคยท้อจนอยากขอย้ายลงไประดับต้น 2 「初級2」 แต่เซนเซย์ ( ครู ) ก็ให้คำปรึกษาที่ดี แนะนำทริคการเรียนต่างๆ จนฝ้ายฮึ่ดสู้ต่อได้ ฝ้ายเรียนที่นี่ 1 ปี ตอนเรียนจบอยู่ในระดับกลาง 3「中級3 ในห้องเรียนทั้ง 2 เทอม ฝ้ายโชคดีที่เจอเซนเซย์ดี สอนเข้าใจง่าย สอนสนุก และยังเป็นเซนเซย์ที่สนใจในเรื่องของประเทศไทยอยู่แล้วด้วย ยิ่งคุยกันสนุกมากขึ้น ตอนเรียนจบก็สอบได้ N3 ซึ่งถือว่ากว่าจะผ่านมาได้ก็ต้องอดทนเอาการเลย



แน่นอนว่าการมาเรียนญี่ปุ่น สิ่งที่หลายคนได้อีกอย่างคือ เที่ยว!!! การออกไปเจอผู้คน เปิดโลกใหม่ๆกับที่ใหม่ๆ มันทำให้สมองเราเปิดโล่งพร้อมรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา ได้ผ่อนคลายแบบที่ไม่เคยรู้สึก สนุก เต็มอิ่มกับทริปหลายๆที่ในญี่ปุ่นกับแก็งเพื่อน ซึ่งทั้งหมดที่เขียนมา ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่นักเรียนไทยคนนึงจะหาสิ่งเหล่านี้เจอได้ทั่วไป
ใครจะรู้ว่าการที่ฝ้ายตัดสินใจเอาเงินเก็บก้อนเดียวที่มีมาเรียนต่อภาษานี้จะทำให้ฝ้ายได้มากกว่า “ภาษาญี่ปุ่น” 
จุดเริ่มต้นอีกส่วนนึงของการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น เริ่มต้นเมื่อฝ้ายไปร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นของโรงเรียน ฝ้ายเลือกไปทำขนมวากาชิ ขนมญี่ปุ่น 「和菓子」วันนั้นเป็นวันที่ฝ้ายรู้สึกเลยว่า เจอแล้ว!!!! สิ่งที่เราหลงไหลกับมันมากๆ สิ่งที่เราอยากรู้จักมากกว่านี้ จากทุนเดิมที่เป็นคนชอบทานขนม ชอบทำขนม พอฝ้ายเห็นในความประณีต ความละเอียด ความตั้งใจในการทำขนม 1 ชิ้นของคนญี่ปุ่น มันทำให้ฝ้ายตัดสินใจหาโรงเรียนและสถานที่ที่เขาสอนเวิร์คช้อปทำขนมในเกียวโต จนสุดท้ายฝ้ายก็ได้ไปลองเวิร์คช้อปมาหลายๆที่ ทำขนมวากาชิที่ต่างแบบกันไป ลงเรียนเสียตังค์บ้าง ฟรีบ้าง จนวันที่ภาษาฝ้ายเริ่มแข็งแรงขึ้น อยากลองเรียนทำขนมปัง ทำเค้ก สไตล์ญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เลยลงเรียนไปหลายคอร์สเลย เรียกว่าไปเรียนทำขนมวันเว้นวันก็ว่าได้ เซนเซย์สอนสนุก เข้าใจง่ายมาก ยิ่งพอเขาเห็นเราเป็นต่างชาติ เขาจะยิ่งเอาใจใส่เราเป็นพิเศษ ด้วยความที่เขากลัวเราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสอน จนทุกวันนี้ก็ยังไลน์คุยกับเซนเซย์อยู่ 😊 พอเราทำขนมกลับมาก็แบ่งเพื่อนทานบ้าง แบ่งเทนโจ เจ้าของร้านที่เราทำงานพิเศษบ้าง มันเลยทำให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดีย แชร์รอยยิ้ม แชร์ความสนุก กับคนรอบข้าง  


อีกส่วนนึงที่ฝ้ายได้สัมผัสมาจริงๆและประทับใจมากๆคือ ความเป็นญี่ปุ่นของคนญี่ปุ่น ร้านที่ฝ้ายทำงานพิเศษด้วยเป็นร้านอาหารไทยแต่เทนโจ คือลุงเจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น การทำงานที่นี่ทำให้ฝ้ายเห็นทุกรายละเอียดที่เทนโจใส่ใจลูกค้า จำสิ่งที่ลูกค้าชอบได้ มองแทนลูกค้าในหลายๆมุม เรียกได้ว่าเทนโจกลายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ฝ้ายไปแล้ว เวลาเจอเรื่องอะไรมา เทนโจเป็นที่พักใจที่ดีที่สุด อีกมุมที่ฝ้ายไปสัมผัสมาคือการไปทำ WWOOF ที่ฟุกุโอกะ 2 อาทิตย์ มันคือการที่เราไปเป็นอาสาสมัครทำงานในไร่ผลไม้ให้คนญี่ปุ่น เพื่อแลกกับที่พัก แลกกับอาหาร ฝ้ายได้สัมผัสถึงการใช้ชีวิตจริงๆของคนญี่ปุ่น เห็นถึงความประหยัดของเขา การมองการณ์ไกลในทุกจุด แม้หลายคนอาจจะมองว่าก็แค่ทำไร่ผลไม้ แต่โฮสต์เขาจะมีวิธีคิดที่เป็นลำดับขั้นตอน  เราเลยซึมซับบางอย่างกลับมาโดยไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้ มันเป็นอะไรที่มากกว่าที่เราคิดไว้ แต่แล้วใครจะคิดว่า หลังจากฝ้ายกลับจากเรียนที่ KICL อะไรก็ตามที่ทำให้พี่คนที่เราเห็นเข้าเป็นไอดอลมาตลอด ตัดสินใจรับเราเข้าทำงานด้วย!!!!!!  พี่คนนั้นคือ พี่ปริญญ์ ที่เป็นที่รู้จักของน้องๆ KICL หลายๆคน
ตอนนี้ ฝ้ายทำ Marketing ที่ Phoenix Lava ของพี่ปริญญ์ และที่ทำให้อมยิ้มทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ก็คือ ที่ Phoenix Lava มีเด็ก KICL ถึง 4 คน คือ พี่ปริญญ์ แฟนพี่ปริญญ์ พี่ที่ทำกราฟฟิคดีไซน์ และฝ้าย พอมีคนที่มาจากที่เดียวกันมารวมตัวกัน ก็จะมีความสบายใจในการพูดคุยมากกว่าปกติ เรามีแนวคิดหลายๆอย่างที่เหมือนกัน เมื่อทำงานด้วยกันเลยทำให้การทำงานในทุกๆวันของฝ้ายไม่เหมือนการทำงานประจำตามบริษัทอื่นๆผ่านมา หลายคนอาจจะมองว่าไม่เห็นได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเลย ทำไมไม่ทำบริษัทญี่ปุ่น .... สำหรับฝ้าย หลังจากที่อยู่กับตัวเองที่ญี่ปุ่นมาคนเดียวสักพักนึง มันทำให้ฝ้ายรู้ว่า ฝ้ายอยากเลือกทำในสิ่งที่ฝ้ายรัก ในสิ่งที่ฝ้ายชอบ และหลงใหลกับมัน  การได้เรียนรู้งานจากคนที่เรานับถือเขาเป็นไอดอลมาตลอด มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากๆที่ทำให้ทุกวันที่ทำงานที่นี่มีแต่รอยยิ้ม
แต่ฝ้ายก็ไม่เคยเสียดายที่ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแต่ไม่ค่อยได้ใช้ทำงานจริง เพราะเอาจริงๆแล้ว ที่ Phoenix Lava ฝ้ายก็มีทั้งคุยกับ Supplier มีติดต่อกับสื่อที่เป็นคนญี่ปุ่นบ้าง ออกบูทที่ต้องพรีเซ้นต์ร้านให้คนญี่ปุ่นฟังบ้าง สิ่งเหล่านี้มันยังทำให้เรายังได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นอยู่  หรือหลายคนที่ไปเรียนกลับมาแล้วไม่ได้ใช้นานๆจะกลัวลืม จริงๆแล้วมันก็มีวิธีทบทวนได้อยู่ตลอด ทั้งดูหนัง ฟังเพลง คุยกับเพื่อนคนญี่ปุ่น
เพราะฉะนั้นใครที่กำลังเจอปัญหาคิดไม่ตกในเรื่องต่างๆ ทั้งการจะก้าวออกจาก Comfort zone การต้องมาเจออะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็อยากให้ทุกคนได้ “ลองทำ” ลองทำ กล้าที่จะทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าผลลัพธ์ของมันเป็นยังไง ดีกว่าไม่ได้ลองทำอะไร แล้วมาเสียดายทีหลัง เลือกทำในสิ่งที่ใจเราต้องการ ลองในสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยลอง อดทนในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แล้วรอยยิ้มกว้างๆที่ออกมาจากใจจริงๆจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ^^

2018年8月6日月曜日

Il mio semester al KICL, difficile ma appagante.

Mi sono spostato a Kyoto a Marzo, dopo aver vissuto a Sydney (Australia), dove ho fatto un dottorato in astrofisica e poi lavorato come ricercatore.
I motivi che mi hanno spinto a spostarmi in Giappone sono vari. La possibilità di collaborare con alcuni ricercatori presso l'università di Kyoto, l'interesse che ho sempre avuto per la cultura Giapponese e la pratica del Judo, lo sport che ho imparato ad amaer nel corso della mia vita.

Prima di tutto però mi sono chiesto quale fosse la cosa più importante per potermi sentire a mio agio in una società così differente da quella occidentale. La risposta è stata: "conoscere la lingua". Così ho deciso di frequentare il KICL.
Alla scuola ho iniziato dal livello base. Il corso è difficile, tanto da assimilare in poco tempo, molti compiti e molti esami, ma questo è esattamente quello che serve se l'obbiettivo è realmente imparare la lingua!
Ma non fatevi impaurire, gli insegnanti sono estremamente professionali ed allo stesso tempo vicini agli studenti in caso di difficoltà, sia relative allo studio che non. Inoltre la scuola offre molte attività extra-curriculari connesse alla cultura, sia Giapponese in generale che a quella di Kyoto, che rendono l'esperienza divertente.
La scuola favorisce molto anche attività di classe che contribuiscono a farti amalgamare con il resto della classe, con persone provenienti da tutto il mondo.

Adesso sto per terminare il mio semestre al KICL, dopodichè inizierò a lavorare qui a Kyoto, e posso dire che il mio Giapponese è progredito moltissimo in questi mesi. Sicuramente un'esperienza che rifarei e che consiglio a chi volesse SERIAMENTE imparare il giapponese.

Roberto