2018年8月29日水曜日

1 ปีที่ ”เกียวโต” กับสิ่งที่มากกว่าการเรียน “ภาษาญี่ปุ่น”


ฝ้าย อายุ 27 ค่ะ จริงๆ ชอบภาษาญี่ปุ่นมานานตั้งแต่ม.ปลายแล้ว เรียนๆเลิกๆมาก็หลายครั้ง ด้วยเวลาและปัจจัยหลายๆอย่าง จนสุดท้ายหลังทำงานมาได้ 3-4 ปี เริ่มอยากออกไปทำในสิ่งที่อยากทำ อยากไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อเรียนสิ่งที่อยากเรียนมานานอย่างจริงจัง เลยตัดสินใจว่าต้องแล้ว ไม่งั้นถ้าช้ากว่านี้สมองอาจจะแก่เกินไปสำหรับการเรียนภาษาที่ 3 !!!
ตอนตัดสินใจเลือกโรงเรียนก็ลังเลอยู่หลายที่ จนสุดท้ายตัดสินใจเลือกที่ KICL ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 เรื่อง คือ
1.ฝ้ายไม่อยากไปอยู่โตเกียว เพราะฝ้ายมีญาติอยู่ที่นั้น ฝ้ายกลัวฝ้ายใช้ภาษาได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับอยากได้เมืองที่สงบๆหน่อยแต่ไม่ยังเดินทางเองได้สะดวก มีธรรมชาติล้อมรอบ มีเอกลักษณ์ในความเป็นญี่ปุ่นมากๆ
2. ฝ้ายมีรุ่นพี่ที่ฝ้ายชื่นชอบในความคิดของพี่เขาอยู่ เป็นไอดอลเลยก็ว่าได้ พี่เขาเป็นคนมีทัศนคติที่ดี กล้าคิดกล้าทำ ค้นหาตัวเองจากการมาอยู่ที่ญี่ปุ่น เขาเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน KICL ฝ้ายเลยไม่ลังเลที่จะตัดสินใจเลือกที่นี่
แล้วชีวิตอย่างที่ฝ้ายอยากทำก็เริ่มขึ้น ก่อนการเปิดเรียน จะมีการจัดระดับเข้าห้องเรียน จากพื้นความรู้ประมาณ N5 ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่ด้วยอะไรก็ตามที่ทำให้ผลสอบออกมาเป็น ได้อยู่ระดับกลาง1 「中級1 สำหรับฝ้าย แว่บแรกก็ดีใจ เพราะคิดว่าเฮ้ย เราจะได้มีโอกาสเรียนสิ่งที่ยากขึ้นเยอะๆ จะได้พูดเขียนเป็นเร็วๆ แต่เล้วเมื่อลองเรียนไป 1 วีค ก็รู้เลยว่า ที่นี่หลักสูตรแน่นมาก การบ้านเพียบ สอบวันเว้นวันได้ ต้องทบทวนทุกวัน แถมต้องอ่านล่วงหน้าก่อนไปเรียนอีก เคยท้อจนอยากขอย้ายลงไประดับต้น 2 「初級2」 แต่เซนเซย์ ( ครู ) ก็ให้คำปรึกษาที่ดี แนะนำทริคการเรียนต่างๆ จนฝ้ายฮึ่ดสู้ต่อได้ ฝ้ายเรียนที่นี่ 1 ปี ตอนเรียนจบอยู่ในระดับกลาง 3「中級3 ในห้องเรียนทั้ง 2 เทอม ฝ้ายโชคดีที่เจอเซนเซย์ดี สอนเข้าใจง่าย สอนสนุก และยังเป็นเซนเซย์ที่สนใจในเรื่องของประเทศไทยอยู่แล้วด้วย ยิ่งคุยกันสนุกมากขึ้น ตอนเรียนจบก็สอบได้ N3 ซึ่งถือว่ากว่าจะผ่านมาได้ก็ต้องอดทนเอาการเลย



แน่นอนว่าการมาเรียนญี่ปุ่น สิ่งที่หลายคนได้อีกอย่างคือ เที่ยว!!! การออกไปเจอผู้คน เปิดโลกใหม่ๆกับที่ใหม่ๆ มันทำให้สมองเราเปิดโล่งพร้อมรับสิ่งใหม่ๆเข้ามา ได้ผ่อนคลายแบบที่ไม่เคยรู้สึก สนุก เต็มอิ่มกับทริปหลายๆที่ในญี่ปุ่นกับแก็งเพื่อน ซึ่งทั้งหมดที่เขียนมา ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่นักเรียนไทยคนนึงจะหาสิ่งเหล่านี้เจอได้ทั่วไป
ใครจะรู้ว่าการที่ฝ้ายตัดสินใจเอาเงินเก็บก้อนเดียวที่มีมาเรียนต่อภาษานี้จะทำให้ฝ้ายได้มากกว่า “ภาษาญี่ปุ่น” 
จุดเริ่มต้นอีกส่วนนึงของการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น เริ่มต้นเมื่อฝ้ายไปร่วมกิจกรรมวัฒนธรรมญี่ปุ่นของโรงเรียน ฝ้ายเลือกไปทำขนมวากาชิ ขนมญี่ปุ่น 「和菓子」วันนั้นเป็นวันที่ฝ้ายรู้สึกเลยว่า เจอแล้ว!!!! สิ่งที่เราหลงไหลกับมันมากๆ สิ่งที่เราอยากรู้จักมากกว่านี้ จากทุนเดิมที่เป็นคนชอบทานขนม ชอบทำขนม พอฝ้ายเห็นในความประณีต ความละเอียด ความตั้งใจในการทำขนม 1 ชิ้นของคนญี่ปุ่น มันทำให้ฝ้ายตัดสินใจหาโรงเรียนและสถานที่ที่เขาสอนเวิร์คช้อปทำขนมในเกียวโต จนสุดท้ายฝ้ายก็ได้ไปลองเวิร์คช้อปมาหลายๆที่ ทำขนมวากาชิที่ต่างแบบกันไป ลงเรียนเสียตังค์บ้าง ฟรีบ้าง จนวันที่ภาษาฝ้ายเริ่มแข็งแรงขึ้น อยากลองเรียนทำขนมปัง ทำเค้ก สไตล์ญี่ปุ่นอย่างจริงจัง เลยลงเรียนไปหลายคอร์สเลย เรียกว่าไปเรียนทำขนมวันเว้นวันก็ว่าได้ เซนเซย์สอนสนุก เข้าใจง่ายมาก ยิ่งพอเขาเห็นเราเป็นต่างชาติ เขาจะยิ่งเอาใจใส่เราเป็นพิเศษ ด้วยความที่เขากลัวเราไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสอน จนทุกวันนี้ก็ยังไลน์คุยกับเซนเซย์อยู่ 😊 พอเราทำขนมกลับมาก็แบ่งเพื่อนทานบ้าง แบ่งเทนโจ เจ้าของร้านที่เราทำงานพิเศษบ้าง มันเลยทำให้เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดีย แชร์รอยยิ้ม แชร์ความสนุก กับคนรอบข้าง  


อีกส่วนนึงที่ฝ้ายได้สัมผัสมาจริงๆและประทับใจมากๆคือ ความเป็นญี่ปุ่นของคนญี่ปุ่น ร้านที่ฝ้ายทำงานพิเศษด้วยเป็นร้านอาหารไทยแต่เทนโจ คือลุงเจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น การทำงานที่นี่ทำให้ฝ้ายเห็นทุกรายละเอียดที่เทนโจใส่ใจลูกค้า จำสิ่งที่ลูกค้าชอบได้ มองแทนลูกค้าในหลายๆมุม เรียกได้ว่าเทนโจกลายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ฝ้ายไปแล้ว เวลาเจอเรื่องอะไรมา เทนโจเป็นที่พักใจที่ดีที่สุด อีกมุมที่ฝ้ายไปสัมผัสมาคือการไปทำ WWOOF ที่ฟุกุโอกะ 2 อาทิตย์ มันคือการที่เราไปเป็นอาสาสมัครทำงานในไร่ผลไม้ให้คนญี่ปุ่น เพื่อแลกกับที่พัก แลกกับอาหาร ฝ้ายได้สัมผัสถึงการใช้ชีวิตจริงๆของคนญี่ปุ่น เห็นถึงความประหยัดของเขา การมองการณ์ไกลในทุกจุด แม้หลายคนอาจจะมองว่าก็แค่ทำไร่ผลไม้ แต่โฮสต์เขาจะมีวิธีคิดที่เป็นลำดับขั้นตอน  เราเลยซึมซับบางอย่างกลับมาโดยไม่รู้ตัว
สิ่งเหล่านี้ มันเป็นอะไรที่มากกว่าที่เราคิดไว้ แต่แล้วใครจะคิดว่า หลังจากฝ้ายกลับจากเรียนที่ KICL อะไรก็ตามที่ทำให้พี่คนที่เราเห็นเข้าเป็นไอดอลมาตลอด ตัดสินใจรับเราเข้าทำงานด้วย!!!!!!  พี่คนนั้นคือ พี่ปริญญ์ ที่เป็นที่รู้จักของน้องๆ KICL หลายๆคน
ตอนนี้ ฝ้ายทำ Marketing ที่ Phoenix Lava ของพี่ปริญญ์ และที่ทำให้อมยิ้มทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ก็คือ ที่ Phoenix Lava มีเด็ก KICL ถึง 4 คน คือ พี่ปริญญ์ แฟนพี่ปริญญ์ พี่ที่ทำกราฟฟิคดีไซน์ และฝ้าย พอมีคนที่มาจากที่เดียวกันมารวมตัวกัน ก็จะมีความสบายใจในการพูดคุยมากกว่าปกติ เรามีแนวคิดหลายๆอย่างที่เหมือนกัน เมื่อทำงานด้วยกันเลยทำให้การทำงานในทุกๆวันของฝ้ายไม่เหมือนการทำงานประจำตามบริษัทอื่นๆผ่านมา หลายคนอาจจะมองว่าไม่เห็นได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นเลย ทำไมไม่ทำบริษัทญี่ปุ่น .... สำหรับฝ้าย หลังจากที่อยู่กับตัวเองที่ญี่ปุ่นมาคนเดียวสักพักนึง มันทำให้ฝ้ายรู้ว่า ฝ้ายอยากเลือกทำในสิ่งที่ฝ้ายรัก ในสิ่งที่ฝ้ายชอบ และหลงใหลกับมัน  การได้เรียนรู้งานจากคนที่เรานับถือเขาเป็นไอดอลมาตลอด มันเป็นแรงบันดาลใจสำคัญมากๆที่ทำให้ทุกวันที่ทำงานที่นี่มีแต่รอยยิ้ม
แต่ฝ้ายก็ไม่เคยเสียดายที่ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแต่ไม่ค่อยได้ใช้ทำงานจริง เพราะเอาจริงๆแล้ว ที่ Phoenix Lava ฝ้ายก็มีทั้งคุยกับ Supplier มีติดต่อกับสื่อที่เป็นคนญี่ปุ่นบ้าง ออกบูทที่ต้องพรีเซ้นต์ร้านให้คนญี่ปุ่นฟังบ้าง สิ่งเหล่านี้มันยังทำให้เรายังได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นอยู่  หรือหลายคนที่ไปเรียนกลับมาแล้วไม่ได้ใช้นานๆจะกลัวลืม จริงๆแล้วมันก็มีวิธีทบทวนได้อยู่ตลอด ทั้งดูหนัง ฟังเพลง คุยกับเพื่อนคนญี่ปุ่น
เพราะฉะนั้นใครที่กำลังเจอปัญหาคิดไม่ตกในเรื่องต่างๆ ทั้งการจะก้าวออกจาก Comfort zone การต้องมาเจออะไรที่ไม่เคยเจอมาก่อน ก็อยากให้ทุกคนได้ “ลองทำ” ลองทำ กล้าที่จะทำ เพื่อที่จะได้รู้ว่าผลลัพธ์ของมันเป็นยังไง ดีกว่าไม่ได้ลองทำอะไร แล้วมาเสียดายทีหลัง เลือกทำในสิ่งที่ใจเราต้องการ ลองในสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยลอง อดทนในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แล้วรอยยิ้มกว้างๆที่ออกมาจากใจจริงๆจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ^^

2018年8月6日月曜日

Il mio semester al KICL, difficile ma appagante.

Mi sono spostato a Kyoto a Marzo, dopo aver vissuto a Sydney (Australia), dove ho fatto un dottorato in astrofisica e poi lavorato come ricercatore.
I motivi che mi hanno spinto a spostarmi in Giappone sono vari. La possibilità di collaborare con alcuni ricercatori presso l'università di Kyoto, l'interesse che ho sempre avuto per la cultura Giapponese e la pratica del Judo, lo sport che ho imparato ad amaer nel corso della mia vita.

Prima di tutto però mi sono chiesto quale fosse la cosa più importante per potermi sentire a mio agio in una società così differente da quella occidentale. La risposta è stata: "conoscere la lingua". Così ho deciso di frequentare il KICL.
Alla scuola ho iniziato dal livello base. Il corso è difficile, tanto da assimilare in poco tempo, molti compiti e molti esami, ma questo è esattamente quello che serve se l'obbiettivo è realmente imparare la lingua!
Ma non fatevi impaurire, gli insegnanti sono estremamente professionali ed allo stesso tempo vicini agli studenti in caso di difficoltà, sia relative allo studio che non. Inoltre la scuola offre molte attività extra-curriculari connesse alla cultura, sia Giapponese in generale che a quella di Kyoto, che rendono l'esperienza divertente.
La scuola favorisce molto anche attività di classe che contribuiscono a farti amalgamare con il resto della classe, con persone provenienti da tutto il mondo.

Adesso sto per terminare il mio semestre al KICL, dopodichè inizierò a lavorare qui a Kyoto, e posso dire che il mio Giapponese è progredito moltissimo in questi mesi. Sicuramente un'esperienza che rifarei e che consiglio a chi volesse SERIAMENTE imparare il giapponese.

Roberto


2018年8月1日水曜日

Kyoto Arigatou



Looking back at my time in Japan, I can say that it's been a tumultuous adventure – albeit, one of the most rewarding experiences I've had thus far. I remember my first day in Kyoto, I didn't know much about Japanese culture and could barely read Hiragana. Kyoto buses were confusing and Google maps didn't help much either. Somehow I made my way to the school, and already there were some new students waiting anxiously. I guess we were all excited yet confused about what our lives would be like. I think I met one of my best friends on that day (I didn't quite remember until she told me a year later). For the first semester, I decided to live in the school dorm, Shugakuin Global House.  Living in a dorm has its perks – you meet and bond with dorm mates instantaneously, it's close to school, and you could even practice speaking Japanese with Japanese students from the university. I was placed in the lowest level class (初級1). Learning without any knowledge of the language was challenging yet exciting. We weren't afraid to make mistakes and the teachers had to be silly and act things out. I attended three semesters and went from 初級1(Beginner 1)  to 中級2(Intermediate 2). It's amazing looking back and realizing how much one can learn in such a short amount of time. I passed the JLPT N2 and worked in Kyoto for a year after school ended. Learning a new language and living in a foreign country is life changing, however, it is incomparable to the people I've met and the experiences we shared. Being a student at KICL, I've made a lot of good friends from different parts of the world – we studied and ate together, contemplated life and did nothing by the river together, we cried and laughed with each other. We became a little dysfunctional family and I'm truly grateful our lives had crossed in such a breathtaking place.





Studying for the final exam.















 


A bunch of bananas for Halloween.







              
 
 Good ol' Karaoke.







  

 
   Chilling by the river.




2018年7月12日木曜日

Mina utbytesstudier på KICL i Kyoto


Hej allesammans!

Jag är en Japan-älskande svensk tjej som pluggade på KICL(Kyoto Institute of Culture and Language) i ett år innan jag tog min examen där. Innan jag åkte till Japan studerade jag International Business hemma i Sverige, och har även studerat japanska lite till och från i runt 15 år. Detta var tredje gången jag åkte till Japan för att studera och hoppas att mina erfarenheter från denna gång kommer vara till nytta för alla er som funderar på att åka på utbytesstudier i Japan.

Att åka till ett annat land där du ska bo i en längre tid och där du inte känner någon kan kännas läskigt, men jag tror jag talar för de flesta utbytesstudenter när jag säger att åka på utbytesstudier är något av det roligaste jag någonsin gjort. Det kan vara lite rörigt i början, framförallt i ett land som Japan där det ska fixas med visum, bankkonton, registreringar, lägenhetskontrakt etc., men det finns alltid folk som kan hjälpa till, det kan vara någon från skolan, personalen på stadshuset eller bara andra vänliga själar. Och när alla registreringar och lägenhetskontrakt väl är avklarade så har du tagit dig igenom det jobbigaste, enligt mig, av dina utbytesstudier och allt som är kvar är alla nya möten, utflyter till intressanta platser och det viktigaste av allt dina japanska studier!

När jag började på KICL blev jag satt i intermediate 3 klassen för att efter min första termin hoppa upp till advanced 2. Jag tyckte båda klasserna passade mig perfekt och båda har gett mig så mycket kunskap, inte bara inom det japanska språket, men även japansk i kultur och historia. För de som ville ha lite extra kultur och historia fanns på KICL även klasserna Kyoto Culture I och Kyoto Culture II, vilka jag varmt rekommenderar alla som vill få en bättre förståelse för japansk historia och kultur. Jag valde att ta Kyoto Culture II både min första och andra termin och har fått så mycket ny kunskap om saker man inte alltid hittar i historieböckerna. Den första terminen i klassen hade vi dessutom en utflykt varje lördag som hängde ihop med det vi pratat om på lektionen samma vecka.




















 När man åker på utbytesstudier så kommer självklart stora delar av all ens tid i landet gå till just studier, men så fort skolan är slut för dagen och alla är läxor gjorda så försvinner alla utbytesstudenter ut på små äventyr! För mig bestod mina äventyr främst av att besöka olika Shintohelgedomar och Buddistiska tempel, och när jag kände att jag fått nog med helgedomar för en dag så var det dags för en tur till den bästa affären i hela världen; Book-Off (en stor second hand bokaffärskedja).




 

Jag hoppas att du som läser detta och är intresserad av att åka till Japan fått någon nytta av mitt inlägg och att du väljer att ta steget till att åka hit själv!
Tack för mig! :)

2017年10月25日水曜日

IL MIO VIAGGIO STUDIO A KYOTO PRESSO IL KICL

 Mi chiamo Corinna Mascherin, sono una studentessa dell'Università Ca' Foscari di Venezia e ho avuto l'opportunità di svolgere il secondo semestre del terzo anno studiando per 6 mesi presso la scuola di lingua Kyōto Bunka Nihongo Gakkō (KICL).
Svolto il placement test sono stata inizialmente smistata nel livello 中級3, ma dopo le prime lezioni, avendo capito che non si trattava del corso adatto a me, ho avuto la possibilità di passare al corso avanzato 上級1. Col senno di poi, penso che sia stata la scelta giusta e sono grata al KICL per concedere agli studenti la possibilità di poter valutare autonomamente le proprie capacità e di decidere di poter cambiare livello di conseguenza. Lo studio presso questa scuola è stato piuttosto intensivo, diverso rispetto allo svolgimento dei corsi di lingua a cui ero abituata a Ca' Foscari, ma proprio per questo riconosco di aver fatto molti progressi e in tempi rapidi. Non si è trattato però di uno studio freddo e meccanico, poiché delle professoresse fantastiche, gentili e amichevoli e dei compagni di classe meravigliosi creavano ogni giorno un'atmosfera rilassata e divertente. In particolare, mi sento davvero fortunata ad aver trovato dei compagni di classe simili, ciascuno dal carattere unico e diverso da quello degli altri, ma l'insieme di tutte queste personalità differenti ha creato un mix fenomenale, tanto da poter affermare che non mi sono mai divertita così tanto all'interno di una scuola. Il divertimento    è proseguito anche all'esterno delle mura scolastiche: più di una volta siamo infatti andati a cena tutti insieme e poi, immancabilmente, al karaoke!!!





Oltre alle normali lezioni (dal lunedì al venerdì, dalle 9:00 alle 12.30) erano previsti un rientro settimanale (spesso dedicato ad attività ricreative e progetti insieme all'altra classe dello stesso livello), un corso di preparazione al JLPT di luglio e uno o più corsi a scelta libera, ossia “Lettura di articoli di giornale”, “Storia    e cultura di Kyoto” e “Shūji” (calligrafia). Essendo tutti molto interessanti ho faticato a scegliere, ma alla fine ha vinto il mio interesse per la cultura di Kyoto. È possibile inoltre per  gli   studenti della scuola di lingua partecipare alle attività dei club universitari e usufruire della mensa del campus, che fornisce deliziosi pasti tipicamente giapponesi a prezzi economici.

 Complessivamente, sono davvero soddisfatta della mia esperienza presso il KICL, una scuola davvero ottima su tutti i fronti: livello di insegnamento, formazione culturale e assistenza agli studenti costante, grazie ad uno staff  professionale, premuroso e simpatico.





 In questi 6 mesi a Kyoto non sono mancate nemmeno le occasioni di immergermi nella cultura giapponese, partecipando ad eventi  culturali e workshop spesso proposti periodicamente dalla scuola stessa oppure legati alle attività dell'Università di Arte e Design:club di wadaiko, teatro tradizionale, creazione di wagashi, la miyako odori ed altro ancora.




                                                                        
 Per non parlare delle innumerevoli possibilità offerte da Kyoto per passare il tempo all'aria aperta in paesaggi naturali mozzafiato; tra le varie gite e uscite  fatte, vale la pena nominare l'escursione sul Daimonjisan (da cui si gode un panorama impareggiabile dell'intera città) e quella lungo il fiume Kiyotaki, da Takao ad Arashiyama. Kyoto è una città unica, in cui le centinaia di templi e santuari, i matsuri e le serate tranquille passate in riva al Kamogawa spesso ti riportano indietro al tempo dell'antica capitale, ed è ideale per chi preferisce un'atmosfera più tranquilla e rilassata rispetto alle maree umane e alla giungla d'asfalto di Tokyo.




 Grazie a tutte queste cose e persone ho vissuto un'esperienza unica nella vita, che non dimenticherò mai.