2019年3月22日金曜日

KICL แห่งนี้ เรียนก็ต้องดี กิจกรรมก็ต้องเด่น !!!



สวัสดีค่ะทุกคนนนน เราชื่อ คาริน นะ  เรียนที่ KICL ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2016 จนถึงเดือนกันยายน ปี 2018 ทั้งหมดก็ 2 ปี จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น เรายังรู้สึกอยากเรียนต่ออยู่เลยอ่ะ เพราะที่โรงเรียนสนุกมากๆได้เจอเพื่อนต่างชาติใหม่ๆ
และได้ใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกัน (เพราะชั้นง่อยอังกฤษยังไงล่ะ 5555) หากอยากรู้ว่าที่โรงเรียนสนุกยังไง (ในขณะที่เพื่อนหลายคนอยากจะหนีไปอ่ะนะ) ต้องมาฟังทางนี้เลยยยย



ต้องบอก
ก่อนว่า เพราะเราค่อนข้างเป็นเด็กกิจกรรม เราเลยเข้าร่วมแทบจะทุกกิจกรรมของ KICL เลยล่ะ อย่างเช่น กีฬาสีของโรงเรียน (運動会) หู้ยยยสนุกมาก ที่โรงเรียนไม่ได้ให้เรากีฬาเแข่งกันแบบจริงจังนะ ส่วนใหญ่จะเป็น
กีฬาฮาๆ แต่ขออุบไว้ก่อน ลองไปเข้าร่วมดูแล้วจะรู้ ใครที่บอกว่าไม่สนใจ พอเข้ากิจกรรมแล้วไฟลุกเว้ยเห้ย สีชั้นต้องชนะเท่านั้นเฟร้ยยย !!  หรือจะเป็นกิจกรรมฮัปเปียวไก (発表会) ที่จะให้ตัวแทนนักเรียนต่างชาติของแต่ละห้อง    ได้ไปพรีเซ้นท์หัวข้อที่เราอยากจะเอามานำเสนอทุกคนทั้งโรงเรียนหน้าเวที !! ขออวดหน่อยว่าเราได้ขึ้นเวทีนี้ถึง 2 ครั้งเลยนะ (ได้เหรอ 555)
แต่ยังมีอีกจ้า กิจกรรมวันเรียนจบ  (卒業式)  ก็คือพิธีเรียนจบในแต่ละเทอมนั่นเอง จะมีการแสดงร้องเพลงของนักเรียนชั้น 上級2  และประกาศทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ได้รับเลือก (ซึ่งไม่ใช่ชั้นนนน) นอกจากกิจกรรมเหล่านี้แล้ว ยังมีการพานักเรียนแต่ละชั้นไปทัศนศึกษานอกโรงเรียนในช่วงหน้าร้อน พร้อมกับทำกิจกรรมนอกสถานที่อีกด้วย แน่นอนว่าเพื่อนทุกคนในห้องมักจะมากันครบในวันแบบนี้ อิหยังวะ ! และอีกกิจกรรมที่สนุกสุดๆสำหรับเราคือ บุงกะเด ที่โรงเรียนจะให้เราเลือกว่าอยากทำกิจกรรมอะไร เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่โรงเรียนจัดให้ มีทั้งทำขนมญี่ปุ่น ใส่ชุดกิโมโนรำพัด และอื่นๆ แต่สิ่งที่เราเข้าร่วมมาตลอด 4 เทอมก็คือออ คิโยมิสึยากิ การวาดภาพบนแก้วดินเผา แล้วก็เอาไปเผาให้ได้ลายสวยๆที่เราวาดออกมา เป็นลายสีฟ้าและน้ำเงินสุดสวยยย (ล่าสุดก็คือมี 4 แก้วแล้วง่ะ)






นอกจากกิจกรรมของโรงเรียนได้ เรายังได้เข้าร่วมโครงการ WWOOF ที่โอกินาว่ามาด้วย ก็คือไปเป็นอาสาสมัครให้กับโฮสชาวญี่ปุ่น ช่วยทำงานต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย ในส่วนของเรานั้น โฮสทำร้านอาหารทะเล ก็จะได้รับลูกค้า เสิร์ฟอาหาร ล้าจาน เตรียมอาหารบ้างนิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นได้ตกปลานะ เรากับโฮสสื่อสารกันเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งทำให้สกิลการเอาตัวรอด และภาษาญี่ปุ่นของเราแข็งแกร่งขึ้นมากกกกก ความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนเท่านั้นนะจ๊ะ และที่สำคัญโฮสขับรถพาเราไปเที่ยวหลายๆที่ในโอซากินาว่าด้วย ได้ชมทะเลสีฟ้าของที่นั่น ซึ่งสวยมากๆๆๆ แถมยังให้เรายืมรถไปขับเล่นชมวิว (ต้องมีใบขับขี่สากลเด้อ) และซื้อไอติมที่แฟมิลี่มาร์ทเลี้ยงทุกวันด้วยล่ะ รักลุงงงง เป็นโครงการที่เราอยากแนะนำใครที่อยากไปหาประสบการณ์อยู่กับคนญี่ปุ่น ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเค้า และที่แน่ๆได้ฝึกภาษาญี่ปุ่นอย่างแน่นอน


ตั้งแต่ตอนที่ได้รับ Visa นักเรียน เราเปิดเพจเป็นของตัวเองชื่อ มางงในดงยุ่น (ซึ่งไม่ค่อยมีคนไลค์ 555) ไว้เล่าเรื่องราวที่เราได้เจอตอนอยู่ที่เกียวโต มีทั้งฮาบ้าง ไรสาระบ้าง บ่นบ้าง อยากจะเก็บไวเป็นไดอารี่ของตัวเอง หลังจากที่เรียนจบมันก็ยิ่งทำให้เรารักประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นไปอีก และปัจจุบันเราทำงานเป็น Creative Content Writer คอยเขียนอัพเดทสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น แจ้งข่าว หรือแนะนำเรื่องต่างๆเกี่ยวกับญี่ปุ่นให้กับคนที่รักญี่ปุ่น ที่เว็บไซต์ chillchilljapan.com แหละจ้าาาาา ต้องขอบคุณภาษาญี่ปุ่น และการเรียนที่ญี่ปุ่นที่เป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยน จากเด็กกราฟิกมาทำงานสายญี่ปุ่น และได้ค้นพบตัวเองจริงๆ (โอ้ !เท่ชะมัด)
ใครที่ตอนนี้กำลังไม่แน่ใจว่าชอบภาษาญี่ปุ่นจริงหรือเปล่า หรือยังหาตัวเองไม่เจอ เราคงจะไม่พบคำตอบถ้าหากว่าไม่ลองทำมันไปให้สุด สุดท้ายหากเราไม่ได้ชอบมันจริงๆ แต่ก็ยังมีสกิลภาษาที่สามเพิ่มขึ้นมาจริงมั้ยล่ะ ไม่มีอะไรที่ทำแล้วเสียเปล่าหรอกนะ


สุดท้ายอยากให้คนที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่สู้ๆ หาแพสชั่น แล้วสนุกไปกับมัน เหนื่อยก็พักบ้าง ไปนั่งชิวๆดูคนพลอดรักกันแถวคาโมกาวะก็ได้นะ 555555555  



2019年2月27日水曜日

ประสบการณ์KICLตามประสาเด็กสายศิลปะ


สวัสดีค่ะ ชื่อจูนนะคะ ศึกษาที่KICLอยู่เป็นระยะเวลา1ปีครึ่งและจบการศึกษาที่ระดับ上級2มาได้เกือบๆครึ่งปีแล้วค่ะ ตอนนี้ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยวิชาชีพ(専門学校) ในเกียวโตค่ะ
เนื่องจากโรงเรียนนี้อยู่ในเครือของมหาลัย Kyoto University of Art and Designวันนี้ก็เลยอยากจะมาเล่าถึงประสบการณ์การเรียนวิชาเสริมศิลปะของทางโรงเรียน(美術進学クラス) แล้วก็ห้อง上級2(Advanced 2)กันค่ะ !

เริ่มกันที่คลาส美術進学クラスหรือคลาสศิลปะเสริมหลังเลิกเรียนนี่แหล่ะค่ะ (เห็นว่ายังไม่มีใครเขียนถึงเลยขอลงละเอียดหน่อยนะคะ) หลายๆคนอาจจะได้ยินมาบ้างว่าโรงเรียนนี้มีสอนศิลปะมั่งแหล่ะ แต่ก็มีความรู้สึกแบบเห้ยมันมีจริงๆหรออะไรแบบนี้เนอะ พูดคร่าวๆคือคลาสนี้จะสอนศิลปะพื้นฐานแบบพื้นฐานมากกก ถ้าใครมีความรู้ด้านนี้มาแล้วอาจจะแอบน่าเบื่อนิดนึง 555
ถ้าให้แบ่งคลาสหลักๆที่เรียนก็จะมี デッサン(ดรอว์อิ้ง/วาดเส้น) 、色彩 (ลงสี) 、立体 (อารมณ์คล้ายๆทำปฏิมากรรมอะไรซักอย่าง เราก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายเป็นคำยังไงดีเหมือนกันค่ะ ฮือ ) แล้วก็特別授業ที่เป็นคลาสเลกเชอร์พิเศษที่นานๆจะมีครั้ง พอเข้าช่วงหลังๆก็จะเป็นการติวสอบเข้ามหาลัยตามสายของเด็กนักเรียนแต่ละคนค่ะ

ตรงตัวเลยค่ะ เป็นคาบดรอว์อิ้ง (ฮา) แต่สำหรับคนไทยที่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้แล้วอาจจะมีขัดใจนิดนึงตรงที่ว่า เขาไม่ใช้EEกันค่ะ(ร้องไห้) ที่ญี่ปุ่น(และเหมือนจะทุกๆที่ที่ไม่ใช่ประเทศไทย)เขาจะเน้นการใช้ดินสอตั้งแต่4Hยัน6B 8Bในการวาดรูปๆนึง ส่วนตัวเราอาจจะไม่ชินที่ต้องมาคอยเปลี่ยนดินสอบ่อยๆแต่ไปเรื่อยๆก็ชินไปเองค่ะ
ส่วนใหญ่ที่ให้วาดก็จะมีพวก แก้วกระดาษ ขวดพลาสติก กล่องทิชชู่ ช่วงหลังๆก็จะมีให้วาดมือบ้าง คล้ายๆคลาสดรอว์อิ้งในบ้านเราเลยค่ะ

คาบลงสีที่หลายๆคนว่ามันต้องแบบเป็นคลาสที่ปาดสีกันอย่างเมามันและติสต์แตกมากแน่ๆแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยค่ะ555 เนื่องจากคนที่มาเรียนมีทั้งสายดีไซน์ สถาปัตย์ วาดการ์ตูน หลายสายผสมกันไปหมดเขาเลยเน้นไปที่การสอนให้วิธีลงสีให้เนียนเรียบ การเลือกคู่สี การผสมสีซะมากกว่าค่ะ หลังๆก็มีให้วาดรูปตามหัวข้อมั่งแหล่ะ แต่อันนี้ครูจะปล่อยให้เป็นไปตามจินตนาการของเด็กแล้ว จะวาดออกมาแนวไหนก็ได้เลยค่ะ
(ตัวอย่างงานแรกๆที่ทำในคาบค่ะ แฮ่)

ถ้าให้แปลตามชื่อคลาสเลยก็จะมีความหมายประมานว่าวัตถุที่เป็น3มิติอะไรแนวๆนี้ งานที่ให้ทำก็จะมีตั้งแต่สร้างกล่องจากกระดาษ/ไม้ , ประติมากรรมจากกระดาษมั่ง ไม้อัดมั่ง ลวดมั่ง โดยทุกครั้งเขาจะไม่มีโจทย์บังคับว่าต้องทำออกมาเป็นแบบไหน แต่จะมีบังคับวัสดุที่ใช้แทน พอทำเสร็จแล้วก็จะออกมาให้พรีเซ้นงานหน้าห้องด้วยนะคะ
(ผลงานชิ้นนึงที่เราทำค่ะ อย่าถามเราเลยค่ะว่าตอนทำเราคิดอะไรอยู่....)
 
คาบพิเศษที่จะมีครูจากมหาลัยมาสอนโดยตรงเอง เป็นคลาสแนวๆอบรมความคิด การสื่อสารกับคนอื่น ซึ่งทำให้ชีวิตตอนเข้าเรียนแรกๆสบายขึ้นมากสำหรับคนที่อยากเรียนต่อที่วิทยาลัยKyoto Art and Design college (ส่วนด้านมหาลัยเราไม่แน่ใจนะคะว่าเหมือนกันมั้ย) เพราะมันต้องเจอคลาสเดียวกันเป๊ะๆเลยค่ะตอนช่วงปฐมนิเทศ 555

(งานกลุ่มที่ทำในคลาส ครูให้เอาลวดมาดัดเป็นตัวละครแล้วสร้างสตอรี่ค่ะ)
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายๆคนอาจจะเริ่มงงละว่าจะเรียนดีมั้ยอะไรแบบนี้ โดยส่วนตัวสำหรับเราคือถ้าอยากเรียนต่อด้านนี้จริงๆก็แนะนำให้เรียนค่ะ นอกจากสกิลวาดรูปพื้นฐานแล้วก็จะมีศัพท์ญี่ปุ่นเฉพาะด้านศิลปะนี่แหล่ะค่ะที่จะได้ไปเต็มๆ ซึ่งจะไม่มีสอนในคลาสภาษาญี่ปุ่นนะคะ (ต่อให้มา上級2ก็ไม่มีนะเออ) แล้วก็ทางด้านอาจารย์ก็จะคอยดูแลด้านการยื่นเอกสารเรียนต่อ เตรียมตัวสอบสัมภาษณ์ ไปถึงขั้นให้กำลังใจตอนสติแตกเลยค่ะ ฮา (ใครเล่มเกมกาชาครูเขาก็มาช่วยกดกาชาให้ด้วยนะ--- แค่กๆ) ถ้าใครไม่มีภาระด้านการเงินแล้วอยากเรียนต่อด้านนี้ก็เป็นคลาสนึงที่แนะนำให้ลงเรียนไว้นะคะ! (มาเรียนกันเถอะคุณครูเขาเหงา)
ลืมบอกไป คนที่จะเข้าคลาสนี้ได้ต้องอยู่ระดับ中級ขึ้นไปไม่งั้นเขาไม่ให้ลงนะคะ!

พูดซะยาวเลย ในที่สุดเราก็เข้ามาเรื่องห้อง上級2แล้วค่ะ เย่! (เราจะไม่พูดเยอะมากเท่าไหร่นะคะเพราะเห็นคนเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะแล้ว ฮา) หลายคนเลยพอเห็นคนเรียนห้องนี้แล้วจะมีความสึกแบบ โหย ต้องเทพแน่ๆเลย” “งี้ก็อ่านภาษาญี่ปุ่นออกทุกคำเลยดิประมานนี้กันเยอะ ซึ่งเราขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่ามันไม่ใช่!!! (ร้องไห้) เอาจริงๆคือยากก็ยากแหล่ะค่ะแต่มันก็ยังไม่ครอบจักรวานแบบที่หลายๆคนคิดเนอะ เนื้อหาส่วนใหญ่ที่เรียนๆกันก็จะแนวๆอ่านข่าวอะไรแบบนี้แหล่ะค่ะ มีรัฐธรรมนูญ, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์มั่งผสมๆกันไป วิธีการสอนก็จะไม่เหมือนกับคลาสอื่นๆคือเหมือนให้มานั่งถกปัญหากัน คุยกันในห้องแทนการนั่งอ่านไปเรื่อยๆค่ะ (บางครั้งก็จะมีให้ออกไปแต่งนิยายกับกลอนบ้าง เพิ่มรสชาติในการเรียน555)

ซึ่งคลาสนี้เป็นคลาสที่ปวดตับที่สุดเท่าที่เคยเรียนมา และเป็นคลาสเดียวที่เรายอมแพ้ตอนสอบไปเลยค่ะ มันโหดร้ายมากในด้านของเนื้อหา แต่ถ้านับเรื่องชีวิตในแต่ละวันที่ต้องไปเรียนแล้ว มันจะเป็นคลาสที่เรามีความสุขมากที่สุดค่ะ ฮา อาจจะมีส่วนเกี่ยวกับเพื่อนร่วมห้องเราด้วย แต่ด้วยสไตล์การสอนในห้องนี้ที่ไม่เน้นท่องจำเน้นกิจกรรมบ้าๆบอๆ(?)เลยลดความเครียดเราตอนเรียนไปได้มากค่ะ (แต่หัวจะระเบิดตอบสอบแทน....)


(ความรู้สึกตอนเปิดข้อสอบก็จะประมานนี้แหล่ะค่ะ....)
ไฮไลท์ของคลาสนี้คือในวันพิธีจบการศึกษาห้องเราจะมีแสดงละครเวทีกันค่ะ ทุกคนจะตั้งใจในการซ้อมและคิดบทพูดกันมาก (มากกว่าตอนสอบอีกค่ะ....) โรงเรียนก็จะจัดคาบว่างมาให้เพื่อซ้อมอย่างเดียวกันเป็นเดือนๆกันเลย ถือเป็นอีเว้นท์ใหญ่อีเว้นท์นึงเลยทีเดียวค่ะ555 ทางมหาลัยก็จะร่วมมือโดยการให้โปรมาจัดแสงบนเวทีให้ด้วยแหล่ะ!


(แอบขโมยรูปจากไลน์กลุ่มของห้องมา แฮ่)
สำหรับเราโรงเรียนนี้มันเป็นมากกว่าโรงเรียนสอนภาษาเนอะ ทุกครั้งที่ไปโรงเรียนเจอเพื่อนๆแล้วทำอะไรบ้าๆบอๆด้วยกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กม.ปลายอีกครั้งนึง555 หลายๆคนอาจจะกลัวที่ต้องออกมาเรียนที่ต่างประเทศคนเดียวแล้วเวลาเจอปัญหาอะไรจะทำตัวไม่ถูกอะไรแบบนี้ แต่ที่นี่จะคอยมีคนคอยซัพพอร์ทตลอด พี่ๆคนไทยที่นี่ก็น่ารักกันทุกคนเพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ!
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณKICLที่ทำให้เราสนุกสนานปนเครียดมาตลอด1ปีครึ่งนี้ แล้วก็ยินดีต้อนรับทุกคนที่คิดจะมาเรียนต่อที่นี่นะคะ ไม่แน่เราอาจจะไปรับทุกคนในวันรับน้องใหม่ก็ได้นะ :D

จบ(มาซักพัก)แล้ว เย่!!!

2019年2月12日火曜日

我是來自台灣,目前在中級2學習。到日本留學一直是長年以來的夢想,多年來一直跟家人溝通,終於在一個契機下獲得家人支持,並自願放棄公司高額的獎金請長假到日本圓夢。要圓這個得來不易的夢想,學校的選擇對我來說是一件非常重要的事,學校不但要有一個好的讀書環境,還要是支撐我圓夢的持續動力。經過比較各校的優缺點、環境後,我選擇了京都文化日本語學校。在即將離開學校之前,趁著所有記憶都還是新鮮的時候,分享這一年來的留學生活。

首先,在課程方面。學校內教過我的老師,在教學上都很專業且有耐心,除了會關心我們的個別進度、學習狀況外,生活上也會給予關心。事務所的職員,對於我們詢問不論是生活上的問題,或是學割、保險等相關問題,也都很有耐心的給予協助。除了事務上的協助處理,下課後如果大家都有空,也會聊幾句、關心我們的狀況。

學校是全半日制,全校都從早上九點開始,每天上午及週一、週二下午是必修課,週三至週五下午則是選修,選修課程依照自己的興趣選擇。我的朋友正在唸其他語言學校,他的班級被分配在下午班,他說他一天的時間被切成三段,很難安排及分配時間,我覺得學校的課程時間安排非常好,完全沒有朋友所敘述的問題。這一年我選過的選修課有京都文化一(以京都的習俗、文化、文物參觀為主)、京都文化二(以京都的歷史為主)及新聞與日本語。選修課中,最喜歡上村田老師的京都文化二,同學曾經問過我:上歷史不會太無聊嗎?。我說:「聽故事怎麼會無聊,歷史故事讓村田老師講得生動又活潑,是最輕鬆又可以學到東西的課」。此外,還有其他可以選擇的課程,例如:仕事日本語、漢字練習等等。除了必修、選修課之外,學校還有校外教學、文化日等等課外活動,下半年的文化日我選擇製作友禅染」,文化日有很多與京都文化相關的體驗,除了打破班級建制,增加與其他班級各個國籍的留學生互動的機會外,對京都的文化有更深入的了解。


在學校環境方面,因為學校是附設在京都造型藝術大學裡,我們可以自由的跟大學生一起使用學校內設施。早上到學校,在校內的咖啡廳點一杯便宜的咖啡、一份早餐,補充一天的能量。如果萬一早上來不及買,可以利用中間下課的10分鐘,從容的在校內以便宜的學生價格,買到一杯現煮研磨咖啡。午餐時間,可以跟大學生一起在學生食堂用餐,偶爾遇到認識的大學生打個招呼,感覺像回到大學時代的學生生活。半天或全天的課程結束後,如果喜歡安靜的地方,可以拿著學生證到大學的圖書館刷條碼進入圖書館唸書,如果需要跟幾個同學一起討論功課,也可以自由的使用咖啡廳唸書,如果覺得這二個地方都不喜歡,到學校事務所借教室,一定會有一個讓自己感覺舒適的環境。



另一個非常吸引我的優點是可以參加學校社團,學校裡面有各式各樣的社團,你可以去打太鼓、打籃球、學美術,全部的社團活動都是跟大學生一起參與,會讓你的留學生活充滿日文課堂以外的回憶,更可以增加很多聽跟說的機會。我參加了一個京都志工性質的社團,跟著大學的同學一起聚餐、練習舉劍鉾、擔任五山送火的志工等等,參加完一個活動之後,都會很希望社團趕快公佈下一個活動。社團的各式各樣活動中,最值得一提的是五山送火的活動,每年京都的五山送火當天,學校附近的大文字山山上都會管制進出,我們則是統一由社團幫我們申請通行證。那天下午我們完成五山送火的準備工作以後,我們社團的夥伴們一起圍著聊天、甚至開始居高臨下討論京都市各個地標,完全不會因為我們是外國人、或是日文還不太上手而有距離感。在這個學校唸書,只要課餘時勤於參加活動,可以有很多機會跟學校裡面的大學生交流,我就是因為參加社團活動又多結交幾個日本朋友。



又進入初秋,一年時間真的過得好快,還記得去年的這個時候,懷著不安的心情剛準備要入學,現在已經準備回台灣辦理復職手續了。下午利用考完期末考後的空檔在校園閒逛,一邊細想這一年來的種種,我終於完成自己長年的夢想。除了自己拿出勇氣、堅持一步一步走下去外,學校也是一個背後支持的力量,經過一年,除了日語能力提升外,我即將帶著滿滿的回憶回國。

2018年12月12日水曜日

Extracurricular Activity กิจกรรมนอกโรงเรียนสอนภาษา

สวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคน ขออนุญาตแนะนำตัวนะคะ ชื่อน้ำหวานค่ะ เริ่มมาเรียนที่ KICL ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2016 ปัจจุบันนี้ก็เรียนมาจนถึงเทอมสุดท้ายแล้ว และกำลังจะสำเร็จการศึกษาในเดือนกันยายน ปี 2018 รวมทั้งสิ้นคือใช้เรียนเรียนภาษาญี่ปุ่นที่โรงเรียนนี้เป็นเวลาทั้งหมดสองปีค่ะ
              หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเรียนนานจัง เพราะว่าก่อนหน้าที่จะมาเรียนที่นี่ ไม่มีความรู้เกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ พูดง่ายๆก็คือเริ่มต้นจากศูนย์นั่นเอง เลยคิดว่าไหนๆจะมาเรียนทั้งที ถ้าสามารถเรียนเต็มที่ได้สองปีก็จัดไปเลยค่ะ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คิดว่าไม่เสียใจเลยค่ะที่ตัดสินใจมาใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นนานขนาดนี้ เพราะนอกจากจะเรียนภาษา เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน จากระดับเริ่มต้นในชั้นเรียนระดับต้น 2 หรือเทียบเท่ากับระดับ N4 มาจนถึงปัจจุบันซึ่งเรียนอยู่ระดับชั้นกลาง 3 หรือเทียบเท่ากับระดับ N2 ได้ (ทันคนอื่น ^^) แล้ว นอกจากนั้นยังได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นมามากมายเลยค่ะ
              เมื่อพูดถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ระหว่างที่เรียนภาษาญี่ปุ่นไปด้วย ทางโรงเรียนก็จะมีข่าวสารและกิจกรรมมากมายมาประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนได้ทราบเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม การทำกิจกรรมร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัย และการออกไปทำกิจกรรมนอกสถานศึกษา เป็นต้น ส่วนตัวแล้วสิ่งที่เลือกทำและประทับใจมากที่สุดคือการออกไปทำกิจกรรมนอกสถานศึกษาค่ะ


โดยกิจกรรมที่เลือกทำนี้คือการเป็นอาสาสมัครล่ามแปลภาษา (ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น) ในงานเกียวโต มาราธอน ปี 2018 ที่จัดไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ ถือว่าเป็นงานที่สนุกมากจริงๆค่ะ เพราะได้พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา และจำเป็นต้องสื่อสารกับนักกีฬาที่สมัครมาวิ่งมาราธอนแทบจะตลอดเวลาเลย โดยส่วนใหญ่แล้วจะได้พูดภาษาญี่ปุ่นมากที่สุดค่ะ 555  ซึ่งก็ถือว่าได้เรียนรู้การใช้ภาษาระดับยกย่อง (尊敬語)ไปด้วย (เพราะเป็นอาสาสมัครเนอะ ฉะนั้นก็ต้องใช้ภาษาระดับยกย่องกับนักกีฬาทั้งหลาย ^^) แต่ก็มีชาวต่างชาติสมัครมาวิ่งเหมือนกันนะคะ เลยมีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษด้วย แต่ที่คาดไม่ถึงเลยก็คือพี่ก้อย รัชวินก็ลงสมัครมาวิ่งกับเขาด้วย! งานนี้เลยได้ใช้ภาษาไทยพูดด้วยเลยค่ะ นับว่าดีใจและประทับใจมากที่ได้เจอพี่ก้อยตัวจริง และเหนือสิ่งอื่นใดคือรู้สึกยินดีกับตัวเองมากค่ะที่เราเลือกจะลงสมัครทำกิจกรรมนี้ตอนที่โรงเรียนมาประชาสัมพันธ์

ต่อมาก็คือการเป็นอาสาสมัครในค่ายภาษาอังกฤษที่โอซาก้ากับเด็กญี่ปุ่นชั้นประถมศึกษาค่ะ งานนี้ได้เจอเพื่อนต่างชาติมากมายเลย อาทิเช่น เซเนกัล เวียดนาม อเมริกา และมาเลเซีย ซึ่งเป็นอะไรที่สนุกมาก เวลาอยู่กับเพื่อนร่วมทีมก็จะพูดภาษาอังกฤษกัน (ซึ่งเป็นการทบทวนภาษาอังกฤษที่เริ่มจะลืมๆไปหลังจากที่มาเรียนญี่ปุ่นเป็นเวลานานๆ) และได้พูดภาษาญี่ปุ่นผสมอังกฤษกับน้องๆทั้งหลายค่ะ ขอบอกว่างานนี้ต่างจากกิจกรรมแรกตรงที่กิจกรรมแรกต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นรูปยกย่องในการพูด แต่คราวนี้สามารถใช้ภาษาระดับธรรมดาไปจนถึงประโยคคำสั่งได้เลยค่ะ (ก็เด็กอายุน้อยกว่า บางทีเราสามารถสั่งให้เด็กทำนู่นนั่นนี่ได้ ^^) และน้องๆก็น่ารักมาก (แถมบางครั้งก็ซนมากๆด้วย 555) พอได้มาทำกิจกรรมนี้ เหมือนได้เรียนรู้สังคมของเด็กญี่ปุ่นในโรงเรียนแบบจำลองภายในระยะเวลาสั้นๆไปด้วยเลยค่ะ
กิจกรรมสุดท้ายคืองานวัฒนธรรมที่โรงเรียนจะจัดในเทอมฤดูร้อนของทุกๆปีค่ะ ในงานวัฒนธรรมนี้ก็จะมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำ แต่โดยส่วนตัวแล้วมีความสนใจอยากจะลงกิจกรรมการเต้นรำโอโดริค่ะ สาเหตุก็เพราะว่าได้ใส่ชุดกิโมโนนั่นเอง! กิจกรรมนี้จะมีอาจารย์ของที่โรงเรียนเป็นคนพาเราไปที่สถาบันเรียนเต้นโอโดริค่ะ พอไปถึง ก็จะมีเจ้าหน้าที่ในสถาบันเอาชุดกิโมโนมาให้เลือกและช่วยแต่งตัวให้ด้วย จากนั้นก็ถึงเวลาเรียนเต้น ได้ยินมาว่าอาจารย์ที่สอนเต้นนั้นเคยเป็นไมโกะซังที่เคยแสดงงานอยู่แถวๆย่านกิองด้วยนะคะ! อาจารย์ที่สอนเต้นก็มาสอนท่าง่ายๆให้เราได้เต้นตามพอเป็นพิธี ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นความทรงจำที่ดีที่ได้มาทำอะไรแบบนี้ค่ะ
            สุดท้ายนี้ การมาเรียนที่ญี่ปุ่นไม่ใช่แค่ว่าจะสามารถเรียนรู้ภาษาได้เร็วกว่าการเรียนในประเทศไทยเท่านั้น แต่เรายังได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในญี่ปุ่นและยังได้ประสบการณ์ดีๆที่อาจหาไม่ได้ในประเทศไทย เป็นความทรงจำกลับไปด้วยนะคะ

2018年10月25日木曜日

京都拚大學一年奮鬥記


20174月我從香港飛抵日本,開始了在京都文化日本語學校一年的留學生活。這一年的時間稍縱即逝,卻寶貴而美好。我非常幸運,在中級一、中級三與美術進學班都遇到親切認真的老師以及友善可愛的同學們,對日語學習和異地生活都很有幫助。今年(2018年)四月我已經從日本語學校畢業,順利入讀了京都精華大學的插畫課程,開展四年的大學生活。


日本語學校的愉快時光
兩個學期都遇到很好的老師,對文法的講解詳細而認真,真的很幸運!而中級一的班導三島老師和中級三的班導井户川老師也不介意工作量增加,批改我額外寫的日記和功課;留學生活有困難(關於防災呀、打工呀、升學呀、日本人際關係呀等等)的時候也不厭其煩地予以幫助,真的非常感謝她們。

在課堂上,一班十幾個人圍成一圈坐著,互動非常好。開課的時候總會讓學生之間就某話題用日語閒聊;演講、發表的機會也很多,也會學很多文法、詞語(測驗也不少)。而學習方法也很多元,會有訪問日本人的機會,也會有幫動畫配音的機會。不過有時候讀解對我們懂得漢字比較容易掌握,就會覺得進度稍微緩慢。不過如果打算比較悠哉悠哉、想要散漫一點學日文的朋友,可能會受不了這裡的功課量和測驗量。不過我當初是來拼日文拼大學的,所以覺得功課測驗再多一點也沒關係的感覺哈哈哈。


課外活動也非常豐富。上學期每班都有學校旅行(我班去了嵐山),而下學期有非常歡樂的運動會,有什麼投球比賽呀,也有大褲子賽跑(就是兩個人穿著同一條大型短褲賽跑),當然少不了最精彩也讓大家喊破喉嚨的拔河比賽!!超懷念的(o´`) 還有跟老師去唱卡啦OK的時候、私下和在日本語學校認朋友去祭典去登山去旅遊或者是宅在家裡玩overcook的時候,每一個都是很好的回憶。現在升上大學,班上人多上課是分開上的,也當然是本地人居多。少了一份以前在語言學校時,大家都是外地人那種惺惺相惜的感覺。回想起來,日本語學校時和小夥伴們打鬧的時光真的很愉快。很懷念和大家一起因為空調溫度每天都吵架的日子啊(笑)


在美術進學班努力
在開學一個月後,報讀了這所學校的「美術進學班」。這裡的課程有素描、立體和色彩三部分。由於日本美術學校考試以素描為主,後期的時候我主要都是在練習素描。老實說,美術班通常就是直接讓你畫,然後由老師評價,而不是有很多講解、理論的那種。就是邊畫邊學。所以,只要你肯畫、有作品讓老師看,你學到的東西就會多。同時,老師也會和你一起想升學對策,這部分也挺重要的。我很喜歡美術班的上野老師。很有耐性、會鼓勵學生,但又會直言學生能力不足的地方。

現在上了大學,發覺很多留學生都是在外面的美術補習社接受訓練的。那種就是針對美術大學考試而設的考試練習場。在外面的美術補習社,你想上的大學越有名,課程就越貴。然而,在我現時大學班上完全沒有上過補習班或進學班的留學生,也是存在的。要不要上,就看你自己的需要。

作出不同的嘗試

因為附屬於京都造型藝術大學,我們也可以參加大學社團以及一些合作活動。我一開始在四月的時候也大概去了一下麻將社,但實在那時候自己日語破,希望先專心學習所以去了幾次就沒去了。而在七月到十月,我參加了粟田大燈呂的製作計劃,和日本學生一起製作祭典用的巨型燈籠。的確是非常珍貴的一次經驗,就算是日本人也不一



定有機會參與傳統祭典!但是因為那時候日文真的還是不好以及忙著準備升學,加上製作燈籠過程真的非常累人,我覺得我沒有好好享受到和大家一起工作的過程,而且還試過在現場因太累而倒地。雖然沒有後悔參加就是了,祭典當天跟大家推著燈籠走過大街小巷、柳垂河畔的畫面記憶猶新,真的很美很壯觀。但參加之前,大家一起要量力而為啊(笑)